วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ต้นไม้กันงูควรปลูกไว้ในสวน ช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้

ต้นไม้กันงูควรปลูกไว้ในสวน ช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้!
 ในช่วงที่ฝนตกชุก ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำท่วมเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกกังวล แต่ยังต้องระวังเรื่องงูเข้าบ้านด้วย
 ต้นไม้กันงู 5 ชนิดควรปลูกไว้ในสวน อยากรู้ว่างูกลัวต้นไม้อะไร มาดูต้นไม้กันงู 5 ชนิด ที่สามารถช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้

1. จิงจูฉ่าย 
          ต้นจิงจูฉ่าย มีอีกชื่อว่า ต้นโกฐจุฬาลัมพา หรือ ต้นเหี่ย เป็นต้นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุประมาณ 1 ปี ความสูงประมาณ 45-120 เซนติเมตร มีเหง้าติดพื้นหรืออยู่ใต้ดิน ลำต้นตรง กลม มีร่องและมีขนขึ้นปกคลุม แตกกิ่งก้านตามต้น ออกใบเรียงสลับกัน ลักษณะใบคล้ายผักชี ปลายใบแหลมและแตกเป็นแฉก หน้าใบเรียบสีเขียว หลังใบสีเทา-เขียว มีขนขาวขึ้นเล็กน้อย ความกว้างใบ 1.5-9 เซนติเมตร และยาว 2.5-10.5 เซนติเมตร มีดอกขนาดเล็กสีขาวหรือแดง ความยาวประมาณ 3.5-5 มิลลิเมตร ออกผลรูปไข่ ทรงกลมรี ผิวเกลี้ยงไม่มีขน ขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด

2. กุยช่ายประดับ 
          กุยช่ายประดับ หรือ กุยช่ายม่วง เป็นไม้ยืนต้น อายุนานหลายปี ความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร มีหัวใต้ดิน ขึ้นเป็นกอ ลักษณะใบเรียวยาว แบน ปลายแหลม ความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ออกดอกสีม่วงลักษณะคล้ายดาวหกแฉก มีกลิ่นคล้ายกุยช่ายทั้งที่ดอกและใบ ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันยุงและหมัดเข้าบ้าน ยังสามารถทำให้งูไม่กล้าเข้ามาในเขตบ้านและสวนของเราได้ด้วย 

3. ดาวเรือง 

          ดาวเรือง จัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1 ปี ความสูงประมาณ 60-100 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง สีเขียว เป็นร่อง แตกกิ่งบริเวณโคนต้น ใบมีลักษณะคล้ายขนนก ออกเรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยประมาณ 11-17 ใบ เป็นรูปรี ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นซี่ ความยาว 2.5-5 เซนติเมตร ออกดอกเดี่ยว มีทั้งสีเหลืองและสีเหลืองปนส้ม กลีบดอกมีขนาดใหญ่ซ้อนกันหลายชั้นเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-10 เซนติเมตร ความกว้าง 0.5-1.5 เซนติเมตร มีผลแห้งสีดำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดดาวเรือง เป็นหลัก นอกจากนี้กลิ่นของดาวเรืองยังรบกวนการจู่โจมของงู ส่วนยางในลำต้นก็มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวและทำให้สายตาของงูพร่าเลือนได้ 

4. ฟ้าทะลายโจร 

          ฟ้าทะลายโจร หรือ หญ้ากันงู เป็นไม้ล้มลุก ความสูง 50 เซนติเมตร ลำต้นเหลี่ยม ใบเลี้ยงเดี่ยว ผิวใบเกลี้ยง ออกสลับตรงข้าม ทรงใบรีและแคบ ความยาว 1.5-7 เซนติเมตร ความกว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ออกดอกที่ซอกใบบริเวณปลายยอด มีสีขาว ความยาวประมาณ 0.9-1.5 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก ปลายกลีบดอกแตกเป็นแฉก มีผลแห้ง ทรงรี คล้ายฝักต้อยติ่ง มีรสขมทุกส่วนของต้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หากตัวงูถูกับรากหรือใบจะทำให้ผิวหนังเกิดอาการปวดบวม

5. ระย่อม
          ต้นระย่อม จัดเป็นไม้พุ่มเตี้ย ผลัดใบในฤดูแล้งและผลิใบในฤดูฝน ความสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ลำต้นคดงอ เปลือกสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเทา มียางสีขาว มักมีรอยแผลตามลำต้น  มีใบเดี่ยวออกสลับตรงข้าม ขึ้นหนาแน่นที่ปลายยอด ใบทรงรีคล้ายหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มผิวมัน ความยาว 12-20 เซนติเมตร ความกว้าง 5-8 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ตั้งแต่ 1-50 ดอก ปลายกลีบสีขาว โคนกลีบสีชมพูหรือแดงเข้ม มีผลรูปทรงกลม ผิวเรียบ ฉ่ำน้ำ ขนาดประมาณ 1-1.8 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีม่วงแดงหรือดำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด อีกทั้งต้นระย่อมนี้ยังมีฤทธิ์รบกวนระบบประสาทและระบบหัวใจของงูอีกด้วย

อาหารที่คนท้องไม่ควรกิน

อาหารที่คนท้องไม่ควรกิน
อาหารที่คนท้องไม่ควรกิน มีอะไรบ้าง เรื่องสำคัญที่คุณแม่อุ้มท้องควรรู้ !

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เชื่อว่าคงมีหลาย ๆ เรื่องให้กังวลใจ และหนึ่งในนั้นก็คือคำถามที่ว่า "อาหารที่คนท้องไม่ควรกิน มีอะไรบ้าง ?" เพราะอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปนั้นจะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์โดยตรง รวมถึงตัวคุณแม่เองด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงนี้จึงต้องใส่ใจและระมัดระวังให้มาก เพราะอาหารบางอย่างก็เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง ซึ่งถ้าเลี่ยงได้ ก็ควรเลี่ยงจะดีกว่า แต่จะมีอะไรบ้างนั้น เพื่อให้คุณแม่หายกังวลใจ และรู้จักที่จะหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ หรือรับประทานให้น้อยที่สุด มีลิสต์รายชื่ออาหารที่คุณแม่ตั้งท้องไม่ควรรับประทานมาฝากกัน

1. อาหารรสจัด

          คุณแม่ตั้งท้องควรงดรับประทานอาหารที่มีรสจัดมาก ๆ อย่างเช่น เปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด เพราะจะส่งผลต่อระบบลำไส้และการย่อยอาหารของคุณแม่โดยตรง อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง จุกเสียด ปวดท้อง หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นอาหารเป็นพิษได้

2. อาหารที่ปรุงไม่สุก

          อาหารที่ปรุงไม่สุก หรืออาหารสด อย่างเช่น ไข่ดิบ ไข่ที่ปรุงไม่สุก ปลาดิบ ซูชิ สเต๊กที่ไม่สุก กุ้งแช่น้ำปลา หอยนางรม เป็นต้น อาหารเหล่านี้อาจปนเปื้อนหรือมีเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้ภูมิต้านทานของคุณแม่อ่อนแอ และทำให้ป่วยได้ง่าย

3. อาหารประเภทไขมันสูง

          อาหารประเภทไขมันสูง อย่างเช่น อาหารทอด, อาหารประเภทผัดที่ใส่น้ำมันมาก ๆ, ชีส เป็นต้น โดยอาหารประเภทนี้จะทำให้ย่อยยาก ทำให้คุณแม่ท้องอืด แน่นท้อง เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ง่าย อีกทั้งน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ และไขมันส่วนเกินอาจจะไปจับอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้หลังคลอดน้ำหนักลดได้ยากด้วย

4. ปลาบางชนิด

          ได้แก่ ปลาดาบเงิน ปลาฉลาม หูฉลาม ปลากระโทงแทง ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลาอินทรี รวมถึงปลาทูน่า ซึ่งปลาเหล่านี้มีสารปรอทอยู่มาก หากกินเข้าไปมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทของลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ได้

5. อาหารประเภทตับ

          ตับบดหรืออาหารประเภทตับ จะมีวิตามินเออยู่สูงมาก หากกินเข้าไปมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย ทำให้ทารกเกิดอาการผิดปกติและพิการได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ถึงกับห้ามกินเลย แต่ควรกินปริมาณน้อย ๆ สัปดาห์ละ 2 มื้อก็ถือว่าเพียงพอ

6. อาหารตากแห้ง

          ได้แก่ ปลาเค็ม ไส้กรอก กุนเชียง อาหารเหล่านี้จะมีส่วนประกอบของไนเตรตสูงมาก ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้การนำออกซิเจนจากเลือดไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำได้น้อยลง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ที่จะได้รับออกซิเจนน้อยตามไปด้วย

7. อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง
          อาหารที่เก็บไว้ได้นานอย่าง อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารกระป๋อง ส่วนใหญ่จะมีสารเคมีเจือปนอยู่มาก เช่น ผงชูรส บอแรกซ์ โซเดียมฟอสเฟต โซเดียมไนเตรต โซเดียมซัคคาริน และโซเดียมตัวอื่น ๆ ซึ่งสารบางอย่างหากได้รับในปริมาณมาก ๆ ก็อาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้

8. ผลไม้บางอย่าง

          ผลไม้ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน หรือควรรับประทานให้น้อยที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ฝรั่ง มะม่วง ลำไย แตงโม เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ล้วนย่อยยาก บางชนิดทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ ทำให้จุกเสียด แน่นท้อง บางชนิดมีน้ำตาลมาก เสี่ยงต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้คุณแม่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

9. ของหมักดอง

          ของหมักดองในที่นี้หมายถึงของหมักดอง และผลไม้ดองทุกชนิด เนื่องจากในของหมักดองจะประกอบไปด้วยเกลือ น้ำตาล สารบอแร็ก หรือขัณฑสกรอยู่เป็นจำนวนมาก จะส่งผลให้คุณแม่มีอาการบวม ทำให้ท้องเสียได้ง่าย เกิดอาการอ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้

10. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

          ในกาแฟ ชา โอเลี้ยง และน้ำอัดลม ล้วนแล้วแต่มีคาเฟอีน ซึ่งการที่คุณแม่ท้องได้รับคาเฟอีนมาก ๆ จะเสี่ยงต่อทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า คลอดออกมาแล้วทารกมีน้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนด หรือเสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย ดังนั้นในระหว่างตั้งครรภ์จึงควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนจะดีที่สุด แต่ในกรณีที่คุณแม่คนไหนที่อดไม่ได้จริง ๆ ก็สามารถดื่มได้ แต่ควรจำกัดปริมาณ ซึ่งคุณแม่ควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

11. นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
          จริงอยู่ว่าคุณแม่ตั้งท้องควรดื่มนม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป โดยเฉพาะนมวัว หรือนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เพราะอาจเสี่ยงต่อทารกในครรภ์แพ้โปรตีนแปลกปลอมในน้ำนมได้

12. แอลกอฮอล์

          ในขณะตั้งครรภ์คุณแม่ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะแอลกอฮอล์จะส่งผ่านสายรกสู่ทารกโดยตรง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสมองของลูกน้อยในครรภ์ หากได้รับปริมาณมากอาจถึงขั้นทำให้ลูกน้อยเกิดมาปัญญาอ่อน หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้เลยทีเดียว

เมนูกล้วยแปรรูป ทำเองได้ไว้หยิบกินยามท้องว่าง

เมนูกล้วยแปรรูป ทำเองได้ไว้หยิบกินยามท้องว่าง
 กล้วยแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง ? จับเอามาทำเมนูกล้วย  อาหารว่างยามบ่ายกันเถอะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำเมนูกล้วยแปรรูป เช่น กล้วยตาก กล้วยฉาบ และเมนูกล้วยแปรรูปอื่น ๆ อีกเพียบ ลองทำเก็บไว้กินคลายง่วงกัน รับรองอร่อยสุดยอด

1. กล้วยฉาบเคลือบคาราเมล 

     ไปซื้อกล้วยน้ำว้าดิบตุนเลยค่ะ แบ่งกินสุกส่วนหนึ่ง อีกส่วนจับมาทำเมนูกล้วยฉาบเคลือบคาราเมล สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน ทีเด็ดคือ จับกล้วยไปทอดจนกรอบแล้วคลุกกับซอสคาราเมล เติมความกรอบจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลองทำดูอร่อยจริงไม่ได้โม้

2. กล้วยฉาบ 

     ใครอยากทำเมนูกล้วยฉาบเอาไว้กินระหว่างดูหนังดูละคร เตรียมปากกามาจดสูตรกันเถอะ เป็นสูตรกล้วยฉาบอบเนย ทั้งหอมและกรอบอร่อย เก็บในภาชนะปิดฝารับรองกินนาน กลิ่นไม่หืน

3. กล้วยอบกรอบ
     สำหรับใครชอบกินกล้วยแปรรูปรสธรรมชาติ ไม่ต้องเติมแต่งรสหวานแต่อย่างใด ขอนำเสนอเมนูกล้วยอบกรอบ จับกล้วยหั่นแว่นทอดจนกรอบ ได้ความอร่อยจากกล้วยเน้น ๆ วิธีทำกล้วยอบกรอบ


วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

คู่มืออ่านใจสามี

คู่มือ..อ่านใจสามี

(คุณผู้ชาย): ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมาก ต้องการความใกล้ชิดและความสนอกสนใจ เน้นความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ความสำคัญกับเรื่องปลีกย่อยจนบางครั้งเกิดเป็นความขัดแย้ง เมื่อขัดแย้งขึ้นมาก็อยาก

พูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจลดความอึดอัด และต้องการคนพูดคุยเพื่อปลอบใจและระบายความเครียด

ดังนั้น บ่อยครั้งที่คุณทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ เพราะไม่เข้าใจพื้นฐานของกันและกัน เอาล่ะวันนี้เราจะมาปรับตัวเข้าหากัน โดยเริ่มที่คุณก่อนดีไหม คุณอาจถามว่า ทำไมต้องฉันก่อน ทำไมไม่เขาก่อน แต่ผมแนะนำให้คุณเริ่มก่อน ก็เพราะคุณเป็นคนอ่านนี่นา และผมเชื่อว่าเมื่อคุณเริ่มปรับตัวเข้าหาเขา เข้าใจเขา เขาก็จะปรับตัวเข้าหาคุณด้วยเหมือนกัน (ตามประสาคนดีที่เราเลือกเป็นคู่ไง คือให้เขา เขาก็จะให้ตอบแทน)

  • พยายามมองเห็นคุณค่าของเขาให้มาก อย่ารอให้สาวๆ คนอื่นมองเห็น แต่เรากลับมองไม่เห็น เพราะเดี๋ยวเขาอาจจะไปหาคนที่เห็นคุณค่าของเขามาแทนเรา
  • หัดแสดงความห่วงใย เอาใจใส่เขาบ้าง หลายคนพอมีลูก กลับสนใจและให้เวลากับลูกจนไม่มีเวลาเหลือให้สามี จนมีคำแนะนำว่า ให้ปฏิบัติกับสามีให้เหมือนลูกชายคนโต พยายามเอาใจเขาบ้าง แต่ไม่ต้องถึงกับควบคุมมากจนสามีก็ไม่แน่ใจว่า ตัวเองเป็นสามีหรือเป็นลูกกันแน่ควรเอาใจใส่เหมือนเป็นลูกแต่อย่าดุเหมือนเป็นแม่ เพราะเดี๋ยวคุณจะถูกเอาไปนินทาในวงเหล้าว่าทำอย่างนี้นี่มันจะมาเป็นเมียหรือแม่กันแน่!
  • อย่าลืมให้เกียรติสามี เพราะเรื่องนี้ผู้ชายให้ความสำคัญมาก เราอาจต่อว่าเขาที่บ้านได้ แต่อย่าต่อว่าเขาต่อหน้าญาติเขาหรือผู้ร่วมงานของเขา เพราะจะทำให้เขาเสียหน้า (ผู้ชายอย่างเรายอมไม่ได้ เดี๋ยวปั๊ด… แฮะ แฮะ กราบซะนี่)

เรื่องสำคัญมากอีกเรื่องก็คือ ถ้าเขาขอมีเซ็กซ์กับคุณก็ไม่ควรปฏิเสธบ่อยๆ จนเขาหมดกำลังใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากของผู้ชาย ถ้าถูกปฏิเสธบ่อยๆ จะทำให้เขาขาดความมั่นใจ (ใจคอห่อเหี่ยว พาลให้อะไรๆ เหี่ยวไปหมด) ปกติฝ่ายชายจะให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กซ์มากกว่าฝ่ายหญิง ซึ่งสำหรับคุณผู้ชายแล้วเซ็กซ์กับความรักแยกกันแทบไม่ออก ถือเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชายทีเดียว

ดังนั้น บ่อยครั้งที่เวลาคุณผู้ชายคุยกัน หัวเรื่องหนึ่งที่มักจะโม้กัน คือ เรื่องเซ็กซ์ (ซึ่งจริงบ้าง โม้บ้าง เขาเรียกว่า เอาไว้ถุยใส่กัน) นอกจากทั้งสองฝ่ายจะให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กซ์ ไม่เท่ากันแล้ว ฝ่ายชายยังถูกกระตุ้นได้ง่ายกว่า ไวกว่า และเสร็จสิ้นภารกิจเร็วกว่า (โดยทั่วไปใช้เวลา 4-5 นาทีเท่านั้น) ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะช้ากว่าและเนิ่นนานกว่า จึงเกิดความไม่สมดุล และถึงแม้ปกติในกิจกรรมนี้ฝ่ายชายจะเริ่มก่อน แต่บางครั้งคุณก็อาจเป็นฝ่ายเริ่มก่อนได้ ซึ่งจะทำให้เขาภูมิใจ (ในความเป็นชาย) แต่ขอร้องอย่าพูดเรื่องงานหรือรับโทรศัพท์ระหว่างมีอะไรกันนะครับ (เซ็งกันพอดี)


วิธีเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นพลัง

เปลี่ยนความผิดหวัง ให้เป็นพลัง เปลี่ยนความท้อ ให้เป็นแรงผลักดัน


“ความหวัง” การเวลาจะเปลี่ยนแปลผันไปยังไงก็ตาม เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ล่อเลี้ยงและทำให้ฉันยังเดินก้าวต่อไปได้นั้นคือ ความหวัง  ถึงแม้ไอ้ความหวังนี้มันจะไม่มีตัวตนก็ตาม แต่มันก็ทำให้หลายๆคนมีแรงที่จะเดินต่อไปให้ถึงจุดหมายที่เราตั้งไว้และวาดฝันไว้ว่าสักวันฉันจะไปถึง ถึงแม้จะเจออุปสรรค์มากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่าความหวังนี้แหละ ฉันเลยต้องไขว่คว้ามาให้ได้ เพราะนั้นคือความสุขและความสำเร็จของฉันนั้นเอง

ชีวิตคนเราไม่ได้มีเพียงแค่ความหวังแต่อย่างเดียว แต่ทุกสิ่งในชีวิตล้วนแต่แฝงไปด้วยความหวัง ไม่ว่าหวังที่จะอยากได้ หวังสูงหรือหวังต่ำก็ล้วนแต่มีความสำคัญและเป็นแรงผลักดันให้เรากว้าต่อไปทั้งนั้น มีความหวังก็ต้องมีความผิดหวังเป็นธรรมดา ไม่มีใครหรอกที่จะสมหวังไปซะทุกเรื่องและผิดหวังไปซะทุกอย่าง แต่อยู่ที่เราต่างหาากว่าจะนำความผิดหวังเหล่านี้มาแรงผลักดันให้เรากว้าเดิน หรือมาฉุดรั้งให้เราหยุดก้าว จากความผิดหวังจงนำมาเป็นบทเรียน ให้รู้ถึงความแข็งแกร่ง จากความท้อแท้จงเปลี่ยนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ให้เราก้าวต่อไปยังเส้นทางแห่งความสำเร็จ

เปลี่ยนความผิดหวังเป็นพลังสรรค์สร้างชีวิต
อย่ามัวติดตกหล่มจมในเศร้า
สำรวจจิตคิดพิเคราะห์เจาะใจเรา
อย่าจมเศร้าเอาปัญญามาช่วยแก้
อันที่แท้คนเรายากเลือกเกิด
หลากกำเนิดเปิดมาล้วนย่ำแย่
เหมือนเคราะห์ร้ายจ้องจับไปลอยแพ
อะไรแน่ในโลกนั้นไม่มี
ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนโบราณว่า
จบปัญหาวุ่นวายขายศักดิ์ศรี
ทรัพย์นอกกายหมดสิ้นไปไม่ไยดี
ทรัพย์ในตัวที่เรามีอย่าไปทิ้ง
ลองอยู่นิ่งนั่งนึกตรองจิตตรึก
อย่าไปนึกที่ไม่ดีผีเข้าสิง
นึกแต่ดีทำแต่ดีให้เป็นจริง
ทุกทุกสิ่งทุกปัญหาแก้ได้เอย

ลงทุนขายปลาหมึกย่าง

ลงทุนขายปลาหมึกย่าง

ขายหมึกย่างเป็นอาชีพที่ได้ลองทำจริงมาแล้ว และก็ทำกำไรมากมายเลยทีเดียว จึงนำมาบอกต่อกัน
ทำไมถึงเลือกที่จะขายปลาหมึกย่าง จากการสำรวจแล้วพบว่าตราบใดที่คนเรายังบริโภคอาหารกันอยู่ก็คิดว่าถ้าขายประเภทอาหารน่าจะไม่ตาย ก็เลยตัดสินใจเลือก และก่อนอื่นเราก็เริ่มวิธีและขั้นตอนกันเลย

การเลือกทำเล
ทำเลนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นตัวชี้วัดว่าขายได้หรือไม่ได้ จากการที่ทำมา คือ เลือกใกล้ที่พักเป็นอันดับแรก 
เพราะจะได้ไปมาสะดวก ถ้าเป็นย่านที่พักแหล่งโรงงานยิ่งดี (เน้นๆเลย) ถ้าเป็นที่เช่าก็หาที่ถูกๆไม่แพงมากตามขนาดพื้นที่ที่เราต้องการ คนเดินมาก (ช่วงตอนพนักงานเลิกงาน ตอนเย็น) เพื่อซื้อกับข้าวกัน

อุปกรณ์
มาดูกันว่า อุปกรณ์ มีอะไรกันบ้าง (ที่เคยทำมา)
1. โต๊ะ 1- 2 ตัว (อาจเป็นโต๊ะก๋วยเตี๋ยว) 800 บาท
2. เก้าอี้ ไว้สำหรับนั่งพัก 1 ตัว 49 บาท
3. เตาย่าง ขนาดประมาณ ไม้บรรทัดครึ่ง 1 ตัว 399 บาท
4. ถ่านสำหรับย่าง ประมาณ 2 ถุง ต่อวัน ตามปริมาณปลาหมึก/วัน 40 บาท
5. ร่มกันแดดขาตั้ง สำหรับร้าน ไม่ต้องใหญ่มาก 1 ตัว 299 บาท
6. กล่องโฟม ไว้สำหรับแช่ปลาหมึก 1 กล่อง 60 บาท
7. ถาดรองปลาหมึก สำหรับขาย 2 ถาด 100 บาท
8. เคียง สำหรับหั่น ปลาหมึก 1 ตัว 49 บาท
9. มีด 1 เล่ม 40 บาท
10. ถุงพลาสติก สำหรับใส่ 199 บาท
11. โถ ใส่น้ำจิ่ม 1 อัน พร้อมที่ตักน้ำจิ้ม 39 บาท
12. ใบตองกล้วยสำหรับวาง ปลาหมึกเพิ่มสีสัน ตามเหมาะสม /วัน 30 บาท
13. ผัก แถวกับปลาหมึก ตามเหมาะสมให้ลูกค้า/วัน 30 บาท
14. ปลาหมึกย่าง ต่อวัน อย่างน้อย 10 กิโลต่อวัน ต้นทุนกิโลละ 65 บาท
15. น้ำแข็งแช่หมึก/วัน
16. น้ำจิ้ม /วัน (ส่วนผสมแล้วแต่สูตรว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง) 100 บาท
17. ค่าเช่าที่ /วัน ประมาณ 120 บาท

เงินทุน 
เราก็สามารถจำแนกเครื่องมือ ออกมาได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง ทีนี้เรามาดูกันว่าต้นทุนที่เราจะลงมีทำกันมีกี่ส่วน
ส่วนที่ 1 ต้นทุนที่เริ่มสร้างร้าน
ส่วนที่ 2 ต้นทุนวัตถุดิบต่อวัน
ส่วนที่ 1 ต้นทุนที่เริ่มสร้างร้าน จากข้างต้น รายการ 1+2+3+5+6+7+8+9+10 ประมาณ 2,000 บาทส่วนที่ 2 ต้นทุนวัตถุดิบต่อวัน จากข้างต้น รายการ 4+12+13+14+15+16+17 ประมาณ 900 – 1,000 บาท

ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงอาหารแบบใดและสามารถทานอาหารอะไรได้บ้าง


ในผู้ป่วยโรคไตนอกจากจะต้องลดอาหารเค็มแล้วจะต้องควบคุมอาหารที่มีแร่ธาตุอื่นๆ ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายด้วย ซึ่ง ได้แก่
อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง
หากไตเสื่อมไตจะกรองเอาโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้น้อยลงทำให้ร่างกายมีปริมาณโพแทสเซียมสูงเกินไป จนอาจทำให้มีอาการเหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย ใจสั่น คลื่นไส้ เป็นตะคริว ชีพจรเต้นช้าลงหรือจนถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้  การได้รับโพแทสเซียมในระดับที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกายของผู้ป่วย ช่วยปรับสมดุลของน้ำในร่างกายให้เป็นปกติ และป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว  
อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผักสดโดยเฉพาะผักสีเข้มๆ  นมไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน ถั่วต่างๆและธัญพืช ผงโกโก้ ลูกพรุนอบแห้ง ลูกเกด เมล็ดทานตะวัน อินทผาลัม ปลาแซลมอน ผักโขมสด เห็ด กล้วย ส้ม 
ดังนั้น อาหารที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถทานได้ คืออาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ คือผักผลไม้ที่มีสีซีดๆ เช่น ชมพู่ องุ่นเขียว แตงโม บวบเหลี่ยม เห็ดหูหนูขาว ฟักเขียว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี แตงกวา และสามารถทานสลับระหว่างอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง-ต่ำ เพื่อรักษาสมดุลของโพแทสเซียมในร่างกายได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้มีเคล็ดลับวิธีลดปริมาณโพแทสเซียมในผักคือการลวกในน้ำร้อนก่อนทาน จะช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมได้ 30-40 %  แต่หากพบปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงผิดปกติควรงดผลไม้ทุกชนิดแล้วทานแต่ผักที่มีโพแทสเซียมต่ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
ควบคุมอาหารที่มีโปรตีนสูง 
โดยเฉพาะเนื้อสัตว์  ปริมาณโปรตีนที่แนะนำคือ 0.6-0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 1 กิโลกรัม หรือขึ้นอยู่กับระยะของโรค และควรเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพสูงประเภท เนื้อปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เนื่องจากมีไขมันต่ำและยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง  ไข่ขาว  เนื้อหมู  เนื้อไก่ ที่ไม่ติดหนังหรือมัน  นมไขมันต่ำ เป็นต้น  แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์  เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง
ควบคุมคาร์โบไฮเดรต
ควบคุมคาร์โบไฮเดรต จำพวก ข้าว-แป้ง ซึ่งเป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญ เช่น ข้าวเจ้า ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี เป็นต้น แต่ในแป้งเหล่านี้ยังคงมีโปรตีนอยู่บ้าง หากผู้ป่วยต้องจำกัดโปรตีนต่ำมาก ๆ อาจต้องใช้แป้งปลอดโปรตีน เช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ เพิ่มเติมจากข้าวได้หรือรับประทานขนมที่ทำจากแป้งปลอดโปรตีนได้ เช่น ซาหริ่ม สาคูเปียก เพื่อให้ได้รับพลังงานที่เพียงพอ แต่หากผู้ป่วยเป็นเบาหวานด้วยก็ควรใช้น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลจากหญ้าหวานแทน
ควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทั้งหลาย 
ควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทั้งหลาย  ได้แก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ และจำกัดไขมันอิ่มตัวทั้งจากพืชและสัตว์ จำพวก กะทิ น้ำมันปาล์ม มันหมู มันไก่ รวมถึงไขมันทรานส์ เช่น เนยเทียม เนยขาว ที่เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ประกอบเบเกอรี่ต่าง ๆ ควรใช้น้ำมันแบบไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา ในการประกอบอาหาร
ควรเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมมาก
ได้แก่ เครื่องปรุงรสต่าง ๆ รวมถึงอาหารแปรรูป อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว หากผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงหรือมีอาการบวม ต้องจำกัดโซเดียมให้น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน คือให้ใช้ซีอิ๊วปรุงอาหารได้ประมาณ 3 ช้อนชาต่อวัน หรือ ใช้เกลือ 1 ช้อนชาต่อวัน  โดยสามารถใช้เครื่องเทศ  สมุนไพร  มะนาวและน้ำตาล ในการช่วยชูรสอาหาร  เป็นต้น  ในกรณีที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียมต่ำมากอาจส่งผลให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง แนะนำให้ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรเป็นตัวแต่งกลิ่นอาหารให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ใบโหระพา ข่า ใบแมงลัก ตะไคร้ ใบสะระแหน่ กระชาย รากผักชี ขิง ผักชี พริกไทยดำ ใบกระวาน อบเชย กานพลู เป็นต้น 
ควรเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัส 
หากมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินเกณฑ์ ต้องหลีกเลี่ยงไข่แดง นมทุกรูปแบบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต เนยแข็ง งดทานเครื่องในสัตว์ ปลาทั้งกระดูก ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีดำ รวมถึงเมล็ดพืช ถั่วต่าง ๆ เช่น เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ งดอาหารที่ใช้ยีสต์ เช่น ขนมปังปอนด์ แป้งซาลาเปา หมั่นโถว โดนัท เพราะยีสต์มีฟอสเฟตอยู่มาก งดอาหารที่ใช้ผงฟู เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหน้าแตก โดนัท 
เลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง
ในกรณีที่มียูริกในเลือดเกินเกณฑ์ เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด สัตว์ปีก น้ำสกัดจากเนื้อสัตว์ ยอดผักอ่อน ๆ พวกยอดตำลึง ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง และต้องรับประทานอาหารไขมันต่ำควบคู่กันด้วย เพราะอาหารไขมันสูงทำให้กรดยูริกขับถ่ายทางปัสสาวะได้ไม่ดี 
ควรเลี่ยงขนมหวาน 
ควรเลี่ยงขนมหวาน  เช่น ขนมใส่กะทิ หรือขนมอบที่มีเนย เนยแข็ง เพราะขนมอบมักใส่ผงฟูซึ่งมีสารฟอสเฟตสูง ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วยและระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานจัดซึ่งมีน้ำตาลมาก และไม่ควรใช้น้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
น้ำเปล่า 
น้ำเปล่า  เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตมากที่สุด  หากมีอาการบวมน้ำ  มีความดันโลหิตสูง ให้ดื่มน้ำไม่เกินวันละ 700-1,000 cc. หรือ 3-4 แก้วต่อวัน  แต่หากผู้ป่วยไม่มีอาการบวมสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติและสามารถดื่มน้ำสมุนไพรที่ไม่หวานจัดได้บ้าง เช่น  น้ำใบเตย  น้ำอัญชัน  น้ำเก๊กฮวย  น้ำกระเจี๊ยบ  ทั้งนี้ต้องควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับระดับความเสื่อมของไตด้วย.